Cropped image of beautiful woman eating fresh vegetable salad

ในยุคสมัยปัจจุบันเป็นสังคมโลกาภิวัตน์ มีองค์ความรู้มากมายที่ให้เราท่องเที่ยวเรียนรู้ และต้องการสิ่งใดมักได้มาด้วยความรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาออกจากไปบ้านไปซื้อ สามารถสั่งได้ทางออนไลน์แบบด่วนๆ แม้อาหารก็สามารถสั่งรับประทานได้อย่างทันใจ ทุกอย่างล้วนทันสมัยรวมถึงการแพทย์ด้วยเช่นกัน ซึ่งทำให้คนมีอายุยืนเพิ่มมากขึ้น แต่ในความเป็นจริง เราไม่ต้องอาศัยวงการแพทย์ในการแต่งเติมให้ดูอ่อนกว่าวัย เราสามารถดูแลสุขภาพของเราได้ด้วยตนเองจากการรับประทานอาหาร มีเคล็ดลับมาบอก เพื่อให้ทุกคนมีอายุยืน เพราะอันที่จริงคนเราสามารถมีอายุสูงสุด 100 ปีขึ้นไป หากคำนวณจากการแตกตัวของเซลล์อายุสูงสุดของมนุษย์น่าจะอยู่ที่ระดับ 120 ปี การรับประทานอาหารให้อายุยืน ควรมีการบริโภคตามคุณลักษณะ 5 ประการ ดังต่อไปนี้ 1.ไม่รับประทานให้อิ่มจนเกินไป โดยเฉลี่ยแล้วคนควรได้รับพลังงานจากอาหารประมาณ 1,600 แคลอรี่ต่อวัน ถ้ามากกว่านั้นจะเป็นการสะสมส่วนเกิน และเป็นบ่อเกิดแห่งโรค 2.บริโภคธัญพืชที่ไม่ผ่านการแปรรูป มีเส้นใยสูง เป็นการเพิ่มอาหารประเภทโปรตีนจากธัญพืชให้มากขึ้น 3.ปรุงอาหารที่มีไขมันน้อย หรือมีส่วนประกอบของไขมันให้น้อย รสชาติอาหารให้ใช้รสจืด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคเลือดหัวใจอุดตัน อัมพาต และโรคมะเร็ง 4.บริโภคผักและผลไม้ในปริมาณที่มากกว่าแป้ง ได้แก่ หน่อไม้น้ำ หัวหอมใหญ่ ผักสลัด แครอท กระเทียม ต้นหอม มะเขือเทศ ฯลฯ ผักและผลไม้ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการต้านเซลล์มะเร็งได้ 5.ดื่มนมเปรี้ยวเป็นประจำ เพราะนมเปรี้ยวอุดมไปด้วยคุณประโยชน์มากมาย ช่วยปรับดมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ยับยั้งจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการในลำไส้ออกไป ดูแลระบบการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี…

หากพูดถึงการเดิน..เกิดมาทุกคนก็ต้องหัดเดิน แต่จะเดินเพื่อสุขภาพที่ดีควรทำอย่างไร เราอาจเดินแค่ความเคยชิน แต่ไม่อาจจะคิดไม่ถึงก็ได้ว่า การเดินทำให้เกิดสุขภาพที่ดีต่อร่างกายและจิตใจของเราได้ดียิ่งขึ้น ประโยชน์จากการเดินเพื่อสุขภาพที่ดี การเดินมีประโยชน์อย่างไรบ้าง เช่น เพิ่มสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยลดความเครียด ความโกรธ ความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวล ทำให้ร่างกายเราผ่อนคลาย การเดินยังช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนแขน ขา และไหล่ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย การเดินมีหลายรูปแบบ ถ้าต้องการให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี่ให้เดินเร็วและเดินขึ้น-ลงบันได อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ถ้ามีเวลาก็เพิ่มเวลาตามความเหมาะสม หากพูดถึงการเดิน..เกิดมาทุกคนก็ต้องหัดเดิน แต่จะเดินเพื่อสุขภาพที่ดีควรทำอย่างไร เราอาจเดินแค่ความเคยชิน แต่ไม่อาจจะคิดไม่ถึงก็ได้ว่า การเดินทำให้เกิดสุขภาพที่ดีต่อร่างกายและจิตใจของเราได้ดียิ่งขึ้น ประโยชน์จากการเดินเพื่อสุขภาพที่ดี การเดินมีประโยชน์อย่างไรบ้าง เช่น เพิ่มสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนช่วยลดความเครียด ความโกรธ ความเหนื่อยล้า ความวิตกกังวล ทำให้ร่างกายเราผ่อนคลาย การเดินยังช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อส่วนแขน ขา และไหล่ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย การเดินมีหลายรูปแบบ ถ้าต้องการให้เกิดการเผาผลาญแคลอรี่ให้เดินเร็วและเดินขึ้น-ลงบันได อย่างน้อย 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ถ้ามีเวลาก็เพิ่มเวลาตามความเหมาะสม ขั้นที่…

7.1

เคยมีไหมคะ ที่เราไม่สามารถปิดเปลือกตาได้ แม้ว่าใจง่วงแสนง่วง และอยากนอนมากแค่ไหน พยายามจะข่มตาให้หลับแต่ใจก็โล่งแจ้งเหมือนดังแสงอาทิตย์มาแจ้งสว่างอยู่กลางใจ การนอนไม่หลับอาจเป็นอดีตที่แสนจะทรมาน แต่ต่อไปนี้คุณจะล้มเลิกการนอนไม่หลับ เพราะเราจะมาเรียนรู้วิธีในการนอนหลับอย่างเป็นสุขกันนะคะ 1.ดื่มนมอุ่นๆ ก่อนเข้านอน เพราะในน้ำนมมีสารแคลเซียมและโปรตีน ที่ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายได้อย่างดี ทำให้รู้สึกเบาสบาย อบอุ่น นอนหลับได้สบาย 2.นำถุงที่ใส่เมล็ดถั่วเขียว หรือถั่วแดง บรรจุลงในถุงวางบนเปลือกตา ช่วยผ่อนคลายลดความเครียดได้ 3.ทำสมาธิก่อนนอน เพราะการทำสมาธิจะช่วยเคลียร์ความรู้สึกไม่ดีต่างๆ ออกไปจากใจ ทำให้นอนหลับสบาย 4.อาบน้ำอุ่นก่อนนอน หรือแช่ในน้ำอุ่นๆ โดยหยดกลิ่นลาเวนเดอร์สัก 2-3 หยด นอนแช่สัก 30 นาที สูดลมหายใจเข้า-ออกลึกๆ เพื่อให้ปอดของเราสดชื่น 5.ร่วมรักกับคู่รักก่อนนอน ข้อนี้เหมาะสำหรับคนที่มีคู่แล้วนะคะ เป็นการผ่อนคลายความเครียดได้อย่างดีเยี่ยมเชียวนะคะ และตื่นเช้ามาก็จะสดชื่นอีกด้วย 6.หยดกลิ่นลาเวนเดอร์ลงในหมอนหรือถ้วยน้ำมันหอมระเหย ตั้งไว้ในห้องนอน ดมกลิ่นของน้ำมันหอมจนหลับไป เพราะกลิ่นของลาเวนเดอร์นั้นช่วยบำบัดความเครียด ทำให้การนอนหลับได้ง่ายขึ้น 7.ดื่มชาใบหม่อน ชาดอกคำฝอย ที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดได้

8.1

เคยสังเกตกันบ้างหรือไม่คะว่าในอาหารที่เราทานมีสีสันอย่างไร และในแต่ละวันเราทานอาหารที่ประกอบไปด้วยสีสันทั้งหมดกี่สี เราเคยรู้หรือไม่ว่าสีสันแต่สีสันมีประโยชน์อย่างไรบ้าง เรามาดูกันเถอะว่าในแต่ละสีมีประโยชน์อย่างไร เพราะเหตุใดจึงต้องกินให้ครบ 5-7 สีในแต่ละวัน 1.ผักและผลไม้สีขาว ได้แก่ หอมหัวใหญ่ เห็ด มันฝรั่ง ฟัก ดอกกะหล่ำ ลูกแพร์ กระเทียม ประโยชน์ คือ ช่วยรักษาระดับคอเลสเตอรอลชนิดดีให้เป็นปกติ และเสริมประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ 2.ผักและผลไม้สีเหลือง-ส้ม ได้แก่ ส้ม ส้มเขียวหวาน มะม่วง มะละกอ ประโยชน์ช่วยบำรุงหัวใจและสายตา รวมทั้งมีผลดีต่อระบบภูมิคุ้มกันโรคด้วย สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่ายสีเหลือง-ส้มช่วยระบายได้อย่างดี และช่วยบำรุงเซลล์ในร่างกาย มีความสามารถในการฆ่าเซลล์มะเร็งในร่างกายของมนุษย์ได้อีกด้วย 3.ผักและผลไม้สีเหลือง-เขียว ได้แก่ อโวคาโด ข้าวโพด ถั่วลันเตา แตงโมฮันนีดิว ประโยชน์ คือ ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง และกระตุ้นระบบการฟอกของเสียต่างๆ ในร่างกายอีกด้วย 4.ผักและผลไม้สีเขียว ได้แก่ บร็อกโคลี ปวยเล้ง ผักกาดหอม ผักโขม ผักบุ้ง ผักกระเฉด ถั่วฝักยาว ผักกาดแก้ว ผักบุ้ง ประโยชน์ คือ…

ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย เด็กหรือผู้ใหญ่ คนทุกคนก็ย่อมจะรักความสวยงาม คนทุกคนก็ย่อมจะมีผม และต้องการให้เส้นผมอยู่บนศีรษะให้นานๆ เราลองมาดูกันไหมคะว่า เราจะดูแลสุขภาพผมและหนังศีรษะของเราอย่างไรบ้าง เพื่อดำรงอยู่กับเราไปแสนนาน การใช้สมุนไพรใกล้ตัวเป็นสิ่งที่ควรคำนึงถึง เพราะเป็นอะไรที่ราคาถูก แม้ว่าการนำไปใช้จะดูยุ่งยากบ้าง แต่ให้เราลองคิดดูนะคะว่า ไม่มีสารเคมีตกค้าง ไม่เสียเงินมาก ไม่ต้องเดินทางไปซื้อ ฯลฯ เรามาลองดูกันดีไหมคะ บำรุงผมให้ดกดำเป็นเงางาม และแก้ปัญหาผมแตกปลาย ตะไคร้ – เพียงคุณนำต้นตะไคร้มา 3-4 ต้น นำมาล้างให้สะอาด จากนั้นปอกเปลือกแข็งๆ ออก แล้วหั่นเป็นท่อนเล็กๆ จะตำหรือปั่นก็ได้ให้ละเอียด คั้นน้ำตะไคร้ออกมาหมักผมที่สระสะอาดแล้ว ทิ้งไว้ 10 – 15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ควรทำติดต่อกันนาน 1 – 2 เดือน บำรุงรากผม ทำให้ผมหงอกช้า กระเทียม – ให้นำกระเทียม 3 – 4 กลีบ มาปลอกเปลือกออก แล้วนำมาตำหรือปั่นให้ละเอียด นำไปผสมกับน้ำมันมะกอกประมาณ 5 –…

เสียงหัวเราะ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงลักษณะของคนที่มีความสุข คุณเองมีเคยหันกลับมามองตัวเองบ้างหรือเปล่าคะว่า วันนี้คุณหัวเราะกันแล้วกี่ครั้ง เพราะเสียงหัวเราะนอกจากจะสร้างความสุขแล้ว ยังสามารถรักษาโรคได้อีกด้วย ณ ปัจจุบันในภาวะที่ต่างมุ่งหน้ากับชีวิตของตนเอง เสียงหัวเราะก็มักจะหายไป เพราะสภาพสังคมย่อมทำให้คนตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ จนลืมคิดไปว่า ความสุขกับความทุกข์นั้นอยู่ใกล้กันเพียงเส้นแบ่งเขตแดน แค่มองให้เห็นว่าความทุกข์เป็นเรื่องปกติ เพราะชีวิตมีขึ้นมีลง ทุกครั้งที่มีปัญหาก็เพื่อสร้างให้เราแข็งแกร่งขึ้น มีพฤติกรรมบางอย่างที่เราต้องเปลี่ยนและต้องปรับให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้นเอง มองให้เป็นก็ย่อมคลายทุกข์ได้ จากงานวิจัยของ ดร.ลี เบอร์ก และ ดร.สแตนลีย์ ที แห่งมหาวิทยาลัย Lome Linda ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการหัวเราะต่อระบบภูมิชีวิต พบว่า การหัวเราะนอกจากจะทำให้ร่างกายผ่อนคลายแล้ว ยังทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี มีความคิดที่ดี ส่งผลให้เซลล์ต่อต้านเชื้อโรคในร่างกายเพิ่มปริมาณขึ้น ต่อต้านการติดต่อของเชื้อไวรัส เนื้องอก และเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มจำนวนของ Gamma Interferon ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่สนับสนุนการทำงานของ B cell, T cell และภูมิคุ้มกันอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น ดังนั้นเมื่อเรามีทุกข์ และสามารถวางความทุกข์นั้นลง กลับมาฝึกยิ้มและหัวเราะให้ได้กับชีวิตที่เจอไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กน้อยเพียงไร เช่น หัวเราะและยิ้มในรอยยิ้มของเด็ก ยิ้มและหัวเราะเมื่อเห็นสัตว์เลี้ยงของเราเล่นซุกซน ฯลฯ จะทำให้เราผ่อนคลายกล้ามเนื้อในส่วนที่กำลังตึงเครียดลง…

5.1

โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ สามารถเกิดขึ้นกับผู้ป่วยในกลุ่มเพศชาย โดยเฉพาะเพศชายที่มีอายุระหว่าง 50 – 70 ปี โดยโอกาสเสี่ยงนับได้ว่ามีอยู่มาก เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ป่วยที่ต้องตกเป็นเหยื่อของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ควรได้รับการตรวจรักษาโดยเร็วที่สุด เพื่อที่จะรักษาอาการทั้งหมดได้ทันท่วงที เนื่องจากถ้าหากมีการพบโรคที่อยู่ในระยะแรกเริ่ม และได้ทำการรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยย่อมที่จะมีสิทธิ์หายขาดจากโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะสูง ฉะนั้นแล้ว หากพบว่าผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ และมีความสงสัยว่าผู้ป่วยจะต้องเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ควรรีบนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลทันที อย่างมัวแต่ให้ความหวาดกลัวเป็นตัวปิดบัง โอกาสดี ๆ ที่จะได้รับการรักษาโรคอย่างทันท่วงที และมีสิทธิ์ที่จะหายขาดในวันข้างหน้า ส่วนวิธีการรักษาโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มีวิธีการรักษาตามรูปแบบดังต่อไปนี้ หากสงสัยในอาการป่วย ให้รีบเข้าพบแพทย์ หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติ และเป็นที่น่าสงสัยว่าผู้ป่วยจะต้องตกเป็นเหยื่อของโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ญาติควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล เพื่อให้แพทย์ได้ทำการวินิจฉัยและตรวจรักษา ตลอดจนกระทั่งแพทย์ได้ทำการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งให้กับผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งในระยะแรกเริ่มของการตรวจวินิจฉัย แพทย์อาจจะพบว่าผู้ป่วยมีอากรปัสสาวะเป็นเลือด และทำการรักษาในรูปแบบอาการที่เกิดขึ้นจากโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้น แพทย์จะต้องรีบเร่งนำผู้ป่วยมาทำการตรวจวินิจฉัยอีกรอบ การตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องตรวจกระเพาะปัสสาวะ ในเบื้องต้น แพทย์อาจจะทำการวินิจฉัย เกี่ยวกับการที่ผู้ป่วยเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งแพทย์อาจจะให้ยาแก่ผู้ป่วย แต่เมื่อพบว่าผู้ป่วยมีอาการไม่ดีขึ้นเลย แพทย์จะต้องทำการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งอีกครั้ง เพื่อที่จะรักษาผู้ป่วยได้ทันท่วงที โดยการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง แพทย์จำเป็นจะต้องทำการส่องกล้อง เพื่อที่จะตรวจกระเพาะปัสสาวะ และอาจจะมีการตัดชิ้นเนื้อมาทำการพิสูจน์ด้วย เพื่อที่จะสามารถตรวจคัดกรองโรคได้อย่างถี่ถ้วนได้มากที่สุด ตรวจเพื่อดูการลุกลามของโรคมะเร็ง หากแพทย์ตรวจพบว่าผู้ป่วย เป็นโรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ แพทย์อาจจะต้องทำการตรวจคัดกรองไปถึง…

4.1

บางคนอาจจะกำลังสงสัยว่า โรคมะเร็งลูกตาในเด็ก มีด้วยหรือ? จริง ๆ แล้วโรคมะเร็งชนิดนี้ มีมาตั้งนานแล้ว ตลอดจนกระทั่งเป็นโรคร้าย ที่ทำลายชีวิตเด็กหลายต่อหลายคนมาอย่างเนิ่นนาน โดยที่มะเร็งลูกตาในเด็ก สามารถเกิดขึ้นได้กับเด็ก ๆ ทุกคนที่มีโอกาสเสี่ยง อีกทั้งโรคนี้ยังคงเป็นโรคที่น่าหวาดกลัว เพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็ก ๆ ทุกคน ตั้งแต่ที่เด็ก ๆ ยังคงเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดาอีกด้วย เพราะฉะนั้น วิธีการป้องกันจึงนับได้ว่าเป็นเรื่องยาก เพราะโรคมะเร็งชนิดนี้ กับเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ที่มีสภาวะเสี่ยง ต่อการเกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์โดยตรง โดยเฉพาะในส่วนของการเจริญเติบโตของอวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย และการเจริญเติบโตของดวงตาโดยตรง มะเร็งลูกตาในเด็กมักจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี โรคมะเร็งลูกตาในเด็กส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นกับเด็ก ๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี หรือแม้กระทั่งเด็กทารกที่อยู่ในครรภ์ของมารดา ก็ยังต้องเกิดสภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้อย่างมาก ซึ่งถ้าหากเด็กทารกคนไหนต้องพบเจอกับความโชคร้าย โดยเฉพาะการเกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม ย่อมส่งผลให้พวกเขาต้องพบเจอกับโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก ๆ และโรคมะเร็งของเนื้อเยื่อจอตาโดยตรง สาเหตุจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เนื่องด้วยสภาวะการดูและการควบคุม ในระหว่างที่มารดากำลังตั้งครรภ์ หากเป็นปัจจัยการเจริญเติบโตภายนอก ที่ทางการแพทย์สามารถดูแลและให้คำปรึกษา ตลอดจนกระทั่งคอยดูแลครรภ์ให้เป็นปกติ ความร่วมมือจากบิดาและมารดาก็นับได้ว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญเช่นเดียวกัน แต่สำหรับโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก…

ในขั้นตอนหรือกระบวนการรักษาโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก แพทย์จำเป็นจะต้องมีการวินิจฉัยโรค และทำการคัดกรองโรคมะเร็งให้กับผู้ป่วยทุกคนอย่างละเอียดถี่ถ้วน และสำหรับโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก แพทย์และผู้เชี่ยวชาญยิ่งจะต้องมีการคัดกรองอย่างละเอียดให้มากที่สุด อีกทั้งจำเป็นจะต้องมีการคัดกรองเซลล์มะเร็ง ว่ามีระดับการแพร่กระจายไปยังสัดส่วนหรืออวัยวะต่าง ๆ ที่มีความสำคัญแล้วหรือยัง หากค้นพบว่าโรคมะเร็งยังไม่มีการแพร่กระจายไปยังส่วนต่าง ๆ แต่อย่างใด และยังคงอยู่ในระยะแรกเริ่ม แพทย์จะต้องรีบเร่งทำการรักษาผู้ป่วยเด็กให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะหวังผลลัพธ์ที่ดีหลังจากที่ได้มีการรักษาจากแพทย์แล้ว ซึ่งเด็ก ๆ อาจจะมีสิทธิ์รอดและหายจากโรคมะเร็งลูกตาในเด็กได้นั่นเอง การตรวจและคัดกรองโรค พร้อมทั้งวางแผนในการรักษา แรกเริ่ม แพทย์จะต้องมีการตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด ซึ่งอาจจะมีการสอบถามประวัติของผู้ป่วยอย่างละเอียด เพื่อที่จะสามารถวิเคราะห์และระบุได้อย่างชัดเจน เกี่ยวกับอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยโดยตรง หลังจากนั้นแพทย์จะต้องทำการคัดกรองโรคมะเร็งอีกครั้ง ซึ่งทุกขั้นตอนในการตรวจวินิจฉัย จำเป็นจะต้องมีการตรวจละเอียดถี่ถ้วนให้มากกว่าผู้ป่วยที่เป็นผู้ใหญ่ เพราะผู้ป่วยโรคมะเร็งลุกตาในเด็ก มักจะเป็นผู้ป่วยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้น ระดับการตรวจรักษาจึงต้องเป็นระดับที่มีความละเอียด และจำเป็นจะต้องระวังในทุก ๆ ขั้นตอนและกระบวนการในการตรวจและรักษาให้กับผู้ป่วยโดยตรง โอกาสทองจากการรักษาในระยะแรกเริ่มของโรค ผู้ป่วยโรคมะเร็งทุกชนิด รวมไปถึงผู้ป่วยเด็กที่ต้องเป็นโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก หากมีการตรวจพบโรคและระยะของโรคมะเร็งชนิดนี้ยังคงอยู่ในระยะแรกเริ่ม ผู้ป่วยจะมีสิทธิ์ในการหายขาด หากได้เข้ารับการรักษาจากแพทย์และผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว ยิ่งถ้าหากพบเจอโรคมะเร็ง และมีการเข้ารับการรักษาอย่างถูกวิธีมากขึ้นเท่าไหร่ นับได้ว่าผู้ป่วยได้ค้นพบโอกาสทอง ซึ่งโอกาสที่ผู้ป่วยจะหายมีมากกว่า 70 % อย่างแน่นอน การรักษาด้วยการผ่าตัด ในส่วนของการรักษาโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก แพทย์อาจจะวางแผนเพื่อทำการรักษา…

2.1

โรคมะเร็งลูกตาในเด็ก นับได้ว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่มีความน่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเด็ก ๆ จะต้องพบเจอกับโรคร้ายชนิดนี้ ระดับการต่อสู้กับโรคร้ายของเด็ก ๆ ทุกคนย่อมมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ ส่งผลทำให้ความคาดหวังต่อการหายขาดจากโรคนี้เมื่อค้นพบในระยะแรกเริ่ม อาจจะมีระดับความโชคดีน้อยตามลงไปด้วย เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะเกิดความกังวลใจและเกิดความหวาดกลัว เพราะกลัวเกรงว่าจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของตนเอง แต่ในส่วนของความเป็นจริงแล้ว หากเด็ก ๆ จะต้องเสี่ยงต่อสภาวะผิดปกติทางกรรมพันธุ์จริง ๆ น้อยนักที่แพทย์และบิดามารดาจะสามารถรับรู้ได้ จนกระทั่งทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติหรือผิดแปลกไป โดยเฉพาะอวัยวะและสัดส่วนต่าง ๆ ที่มีสภาวะการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าวัยอันควร และสำหรับเด็ก ๆ ที่ต้องตกเหยื่อของโรคมะเร็งชนิดนี้ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยและทำการคัดกรองโรคมะเร็งอีกครั้ง เพื่อทำการตรวจรักษาดังต่อไปนี้ เมื่อเกิดสภาวะความไม่แน่ใจ หากผู้ปกครองพบความผิดปกติทางดวงตาของเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี พวกเขาอาจจะต้องเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อ ให้กับโรคมะเร็งลุกตาในเด็กได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองจำเป็นจะต้องรีบเร่ง พาลูกหลานไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยอาการทั้งหมด และทำการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งให้เร็วที่สุด การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก ในสภาวะการคัดกรองโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก แพทย์อาจจะสอบถามข้อมูลในบางส่วน และส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในทุก ๆ ด้าน เพื่อที่แพทย์จะทำการวินิจฉัยในเบื้องต้น เกี่ยวกับอาการและลักษณะความผิดปกติของเด็ก ๆ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจและคัดกรองโรคมะเร็งอีกครั้ง โดยใช้กระบวนการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า…