เสียงหัวเราะ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงลักษณะของคนที่มีความสุข คุณเองมีเคยหันกลับมามองตัวเองบ้างหรือเปล่าคะว่า วันนี้คุณหัวเราะกันแล้วกี่ครั้ง เพราะเสียงหัวเราะนอกจากจะสร้างความสุขแล้ว ยังสามารถรักษาโรคได้อีกด้วย

ณ ปัจจุบันในภาวะที่ต่างมุ่งหน้ากับชีวิตของตนเอง เสียงหัวเราะก็มักจะหายไป เพราะสภาพสังคมย่อมทำให้คนตกอยู่ในห้วงแห่งทุกข์ จนลืมคิดไปว่า ความสุขกับความทุกข์นั้นอยู่ใกล้กันเพียงเส้นแบ่งเขตแดน แค่มองให้เห็นว่าความทุกข์เป็นเรื่องปกติ เพราะชีวิตมีขึ้นมีลง ทุกครั้งที่มีปัญหาก็เพื่อสร้างให้เราแข็งแกร่งขึ้น มีพฤติกรรมบางอย่างที่เราต้องเปลี่ยนและต้องปรับให้ดียิ่งขึ้นเท่านั้นเอง มองให้เป็นก็ย่อมคลายทุกข์ได้

จากงานวิจัยของ ดร.ลี เบอร์ก และ ดร.สแตนลีย์ ที แห่งมหาวิทยาลัย Lome Linda ในแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการหัวเราะต่อระบบภูมิชีวิต พบว่า การหัวเราะนอกจากจะทำให้ร่างกายผ่อนคลายแล้ว ยังทำให้เกิดความรู้สึกที่ดี มีความคิดที่ดี ส่งผลให้เซลล์ต่อต้านเชื้อโรคในร่างกายเพิ่มปริมาณขึ้น ต่อต้านการติดต่อของเชื้อไวรัส เนื้องอก และเซลล์มะเร็งบางชนิดได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มจำนวนของ Gamma Interferon ซึ่งเป็นสาระสำคัญที่สนับสนุนการทำงานของ B cell, T cell และภูมิคุ้มกันอื่นๆ ที่ทำให้ร่างกายแข็งแรงมากขึ้น

10.2

ดังนั้นเมื่อเรามีทุกข์ และสามารถวางความทุกข์นั้นลง กลับมาฝึกยิ้มและหัวเราะให้ได้กับชีวิตที่เจอไม่ว่าเรื่องนั้นจะเล็กน้อยเพียงไร เช่น หัวเราะและยิ้มในรอยยิ้มของเด็ก ยิ้มและหัวเราะเมื่อเห็นสัตว์เลี้ยงของเราเล่นซุกซน ฯลฯ จะทำให้เราผ่อนคลายกล้ามเนื้อในส่วนที่กำลังตึงเครียดลง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อทรวงอกและหน้าท้อง จะคลายความตึงเครียดมากหลังจากหัวเราะมากๆ

การยิ้มและหัวเราะ เป็นยาอายุวัฒนะอย่างหนึ่งที่เราไม่ต้องหาซื้อ แต่ต้องมีอารมณ์ร่วมไปกับรอยยิ้มและเสียงหัวเราะนั้น ยังช่วยเพิ่มออกซิเจนในเส้นเลือด ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความกดดัน จะช่วยบำบัดให้เรามีชีวิตชีวา และมีความเบิกบานร่าเริงขึ้น นั่นหมายถึง ทำให้เราสามารถเอาชนะความโชคร้ายของชีวิตได้ เพราะเมื่อเรายิ้มได้ในสถานการณ์ที่เราทุกข์ นั่นหมายถึง สถานการณ์นั้นอยู่ในกำมือเรา เราจะเป็นผู้ควบคุม

ผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสชื่อ เฮนรี่ รูบินสโตน ค้นพบว่า การหัวเราะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจ และช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร ช่วยปรับสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย โดยกระตุ้นต่อมในสมองให้ขับสารสุข คือ เบต้า เอนโดรฟิน ออกมาช่วยลดความเจ็บปวด ดังนั้นเสียงหัวเราะจึงทำให้รักษาโรคได้

10.3

แต่การยิ้มและหัวเราะ ก็เป็นเรื่องที่เราต้องฝึกฝน บางคนก็เป็นเสือยิ้มยาก เกิดมาในชีวิตตั้งแต่จำความได้ แทบจะจำได้ว่ายิ้มไม่กี่ครั้ง โลกทั้งโลกจึงตกอยู่ในเงื้อมมือแห่งความทุกข์ เราลองมาเปลี่ยนตัวเองฝึกยิ้มและหัวเราะกันบ่อยๆ ดีไหมคะ มาฝึกกันเลยดีกว่าค่ะ

– ตื่นขึ้นมา เมื่อรู้สึกตัวก็ให้ยิ้มกับตัวเอง และขอบคุณที่มีลมหายอยู่มาดูโลกในวันนี้

– ยืนหน้ากระจก มองเข้าไปในลูกตาของตนเอง และส่งยิ้มให้คนในกระจก ขอบคุณที่ยังมีกันและกัน บอกรักและกันสักนิด ชมว่าคนนี้เก่งจัง สวยจัง แล้วคุณจะค่อยๆ ยิ้มออกมาเอง

– หาหนังสือ รูปภาพ หรือวีดีโอ ที่สนุกสนาน ร่าเริง มาเปิดดูบ่อยๆ

10.4

– เมื่อไปพบเพื่อนฝูง ก็ให้คุยเรื่องสนุกๆ ที่ทำให้มีโอกาสได้หัวเราะ

– ออกกำลังกายหรือเต้นไปกับเสียงเพลง พร้อมกับยิ้มและหัวเราะอย่างร่าเริง

เราจะเห็นว่า การยิ้มและการหัวเราะต้องได้รับการฝึกฝน เมื่อเราทำติดต่อกันเกิน 21 วัน เราจะติดเป็นนิสัย หลังจากนั้นเราจะไม่เลิกทำ แล้วโลกทั้งโลกก็จะแสนสุข เป็นของเรา เมื่อเจอกับสภาพปัญหาแบบไหน ก็ยิ้มและหัวเราะกับสถานการณ์นั้น เราก็จะคลี่คลายทั้งกล้ามเนื้อที่ตึงเครียด และคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้นกับเราได้อย่างชาญฉลาด ดังนั้นทำชีวิตของเราให้มีความสุขเข้าไว้ ปัญหาที่เจอก็เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย อย่าเผลอไผลให้ใจจมอยู่ในกองทุกข์ กลับมาค่ะ มาแค่ฝึกยิ้มและหัวเราะให้ซึมลึกเข้าไปอยู่ในเนื้อในตัวเรา ให้เป็นเกราะป้องกันความทุกข์ที่จะเกิดใหม่ได้อย่างชะงัดนักแล ลงมือทำเลยนะคะ

 

Leave a Reply