โรคมะเร็งลูกตาในเด็ก นับได้ว่าเป็นโรคมะเร็งชนิดหนึ่งที่มีความน่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะถ้าหากเด็ก ๆ จะต้องพบเจอกับโรคร้ายชนิดนี้ ระดับการต่อสู้กับโรคร้ายของเด็ก ๆ ทุกคนย่อมมีน้อยกว่าผู้ใหญ่ ส่งผลทำให้ความคาดหวังต่อการหายขาดจากโรคนี้เมื่อค้นพบในระยะแรกเริ่ม อาจจะมีระดับความโชคดีน้อยตามลงไปด้วย

เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะเกิดความกังวลใจและเกิดความหวาดกลัว เพราะกลัวเกรงว่าจะเกิดขึ้นกับลูกหลานของตนเอง แต่ในส่วนของความเป็นจริงแล้ว หากเด็ก ๆ จะต้องเสี่ยงต่อสภาวะผิดปกติทางกรรมพันธุ์จริง ๆ น้อยนักที่แพทย์และบิดามารดาจะสามารถรับรู้ได้ จนกระทั่งทารกในครรภ์มีอาการผิดปกติหรือผิดแปลกไป โดยเฉพาะอวัยวะและสัดส่วนต่าง ๆ ที่มีสภาวะการเจริญเติบโตที่ช้ากว่าวัยอันควร และสำหรับเด็ก ๆ ที่ต้องตกเหยื่อของโรคมะเร็งชนิดนี้ แพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัยและทำการคัดกรองโรคมะเร็งอีกครั้ง เพื่อทำการตรวจรักษาดังต่อไปนี้

เมื่อเกิดสภาวะความไม่แน่ใจ

หากผู้ปกครองพบความผิดปกติทางดวงตาของเด็ก ๆ โดยเฉพาะเด็ก ๆ ที่มีอายุต่ำกว่า 4 ปี พวกเขาอาจจะต้องเสี่ยงต่อการตกเป็นเหยื่อ ให้กับโรคมะเร็งลุกตาในเด็กได้ เพราะฉะนั้น ผู้ปกครองจำเป็นจะต้องรีบเร่ง พาลูกหลานไปพบแพทย์เพื่อให้แพทย์ได้ทำการตรวจวินิจฉัยอาการทั้งหมด และทำการตรวจคัดกรองโรคมะเร็งให้เร็วที่สุด

การตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก

ในสภาวะการคัดกรองโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก แพทย์อาจจะสอบถามข้อมูลในบางส่วน และส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลเกี่ยวกับเด็ก ๆ ในทุก ๆ ด้าน เพื่อที่แพทย์จะทำการวินิจฉัยในเบื้องต้น เกี่ยวกับอาการและลักษณะความผิดปกติของเด็ก ๆ จากนั้นแพทย์จะทำการตรวจและคัดกรองโรคมะเร็งอีกครั้ง โดยใช้กระบวนการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หรือมีการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อให้เกิดความแน่ใจ หรือไม่อาจจะต้องมีการเจาะหลัง เพื่อที่จะนำน้ำไขสันหลังไปตรวจหาเซลล์มะเร็งอีกครั้ง

การตรวจค้นหาว่าเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปส่วนต่าง ๆ หรือไม่

ในโรคมะเร็งลูกตาในเด็ก นอกจากจะมีการตรวจเพื่อทำการคัดกรองโรคมะเร็งแล้ว แพทย์อาจจะต้องตรวจโรคนี้อย่างละเอียดให้มากที่สุด เพื่อที่จะตรวจคัดกรองอีกครั้ง ว่าเซลล์มะเร็งมีระดับการแพร่กระจายไปยังอวัยวะต่าง ๆ ที่มีความสำคัญแล้วหรือยัง โดยเฉพาะแพทย์อาจจะมีการตรวจไขกระดูก ว่าเด็ก ๆ มีเซลล์มะเร็งแพร่กระจายไปที่ไขกระดูกแล้วหรือไม่ นั่นเอง

ถึงแม้ว่าแพทย์จะทำการตรวจวินิจฉัย ให้กับเด็ก ๆ ที่ต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงทุกคนเป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้ปกครองแล้ว กำลังใจและการอยู่เคียงข้าง จะส่งผลทำให้เด็ก ๆ ไม่เกิดอาการหวาดกลัว และไม่รู้สึกว่าบิดามารดาทอดทิ้งพวกเขา และคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลา หากพวกเด็ก ๆ จะต้องพบเจอกับความโชคร้ายกับการเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้จริง ๆ ขอให้ผู้ปกครองคอยอยู่ดูแลพวกเขาไม่ห่าง เพื่อให้เขามีกำลังใจสู้ต่อเป็นพอ

Leave a Reply